แท็ก : blackjack

แบล็คแจ็ค ออนไลน์ การพนันในคาสิโนที่ทำเงินให้นักพนันมากมาย

หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยยินหรือรู้จักกับเกม แบล็คแจ็ค (Blackjack) เกมพนันประเภทหนึ่งที่ให้บริการอยู่ในเว็บไซต์คาสิโน แต่ต้องบอกว่าแบล็คแจ็ค (Blackjack) เป็นเกมที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในโซนยุโรป อาจจะเป็นด้วยจุดกำเนิดที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงปี 1601 นั่นเอง และในเวลานี้นักพนันชาวไทยหลายคนก็ได้เข้าไปทำความรู้จักและสนุกกับเกมพนันออนไลน์นี้ ลองมาศึกษาเกมและวิธีการเล่นที่ได้เงินจริงกันเลย เรียนรู้คำศัพท์ในเกม แบล็คแจ็ค (Blackjack)  ทุกเกมการพนันล้วนมีคำศัพท์หรือกติกาที่ต้องทำความเข้าใจก่อนการเล่น แบล็คแจ็ค (Blackjack) ก็เช่นกัน blackjack หมายถึง การแจกไพ่ 2 ใบแรกแล้ว สามารถรวมกันได้คะแนน 21 แต้มทันที Hit หมายถึง การเรียกไพ่เพิ่มโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพื่อที่จะทำให้คะแนนไปถึงหรือใกล้เคียง 21 แต้ม ความหมายในคำนี้ก็คือการต่อสู้นั่นเอง Stand หมายถึง การไม่เรียกไพ่เพิ่ม เพราะพอใจกับคะแนนของไพ่แล้ว บางทีอาจจะเรียกว่า Stay, Stick, หรือ Stand pat ก็ได้มีความหมายเดียวกันทั้งหมด Double down หมายถึง การลงเดิมพันเพิ่ม โดยจะเกิดขึ้นในกรณีที่แจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น นักพนันสามารถวางเดิมพันได้เลยเป็น 2 เท่า แต่จะเรียกไพ่เพิ่มได้เพียงหนึ่งใบเท่านั้น สมมติว่าไพ่ 2 ใบแรกมีผลรวม 11 แต้ม หากต้องการ Double down ก็เรียกไพ่เพิ่มได้เลย แล้วยังวางเดิมพันเป็น 2 เท่าได้ด้วยโดยวางเดิมพันทับเส้นกรอบสี่เหลี่ยม เมื่อเรียกไพ่เพิ่มมาแล้วต้องลุ้นให้ได้ 10 แต้มเท่านั้น จึงจะรวมไพ่ 3 ใบให้มี 21 แต้มได้  Split หมายถึง การแบ่งไพ่ มีความคล้ายคลึงกับการ Double down ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างกันระหว่าง Double down กับ Split คือ ไพ่ทั้งสองใบจะต้องเป็นไพ่คู่ คือมีหน้าเดียวกันทั้งสองใบ กรณีจะเกิดข้นเมื่อเจ้ามือได้ถามนักพนันว่าต้องการ Split หรือไม่ หากต้องการก็เริ่มแยกไพ่ออกเป็น 2 ชุดได้เลย และยังเรียกไพ่เพิ่มได้ตามปกติอีกด้วย โดยไพ่ทั้ง 2 ชุดนี้สามารถเดิมพันกับเจ้ามือได้ หรือเล่นได้ 2 ชุดในตานั้น       Surrender หมายถึง การขอยอมแพ้ แต่ได้เงินเดิมพันคืนครึ่งหนึ่ง จะเกิดขึ้นในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้นหากนักพนันมองไพ่แล้วว่าไม่น่าจะสู้ต่อได้ Insurance หมายถึง การทำประกันให้กับเงินเดิมพัน โดยจะต้องทำในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น กรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไพ่ใบแรกของเจ้ามือเป็นไพ่ A คือไพ่ที่มีสิทธิ์ชนะสูง นักพนันสามารถทำ Insurance ให้กับเดิมพันได้โดยการจ่ายเงินครึ่งหนึ่งของเดิมพันเพื่อเป็นเงินประกัน ซึ่งผลของการทำประกันมีรายละเอียดคือ ถ้าเจ้ามือได้ ไพ่แบล็คแจ็ค ออนไลน์ (blackjack) หรือชนะ ผู้เล่นจะได้เงินประกันพร้อมเงินเดิมพันคืน แต่ถ้าเกิดว่าเจ้ามือแพ้ ผู้เล่นจะต้องเสียเงินที่ทำประกันให้กับเจ้ามือ    Even Money หมายถึง การที่ผู้เล่นได้ไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) จึงเลือกการเก็บก่อน การทำเช่นนี้จะทำให้นักพนันชนะในอัตราการจ่าย 1 : 1 แต่ถ้าเกิดว่าไม่เลือกแล้วลุ้นไพ่เจ้ามือต่อ หากเจ้ามือได้ไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) จะถือว่าเกมนี้เสมอกัน แต่ถ้าเจ้ามือแพ้ต้องจ่ายในอัตรา 2 : 3 นับไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack)  สำหรับวิธีการนับแต้มไพ่มีดังนี้ ไพ่หน้าตัวเลขตั้งแต่ 2 – 10 ทุกดอกมีแต้มเป็นไปตามตามหมายเลขบนหน้าไพ่ ไพ่ J , Q , K ทุกดอกจะมีแต้มอยู่ 10 แต้ม  ไพ่ A ทุกดอกมีค่าเป็น 1 แต้มหรือ 11 แต้มก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นไพ่กลุ่มไหน ถ้าอยู่กับไพ่ J , Q , K ไพ่ A ก็จะมีค่าเป็น 11 แต้ม กลับกัน ถ้าอยู่ในกลุ่มไพ่ตัวเลข ไพ่ A จะมีค่าเป็น 1 แต้ม กติกาการเล่นและการแจกไพ่ ความพิเศษของเกม แบล็คแจ็ค (Blackjack) คือ การแจกไพ่จะถูกแยกออกมาจากการเล่น มีขั้นตอนดังนี้ เจ้ามือแจกไพ่ให้กับทุกคนคนละ 1 ใบ เจ้ามือจะต้องได้รับไพ่เป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงจะเริ่มต้นแจกไพ่ใบที่ 2 โดยมีเงื่อนไขว่าไพ่ทั้งสองใบต้องถูกคว่ำหน้าเอาไว้เสมอ หลังจากได้รับไพ่ 2 ใบแล้ว สามารถเรียกไพ่เพิ่มได้แบบไม่จำกัด มีวิธีการคือ การเวียนกันเรียกในลักษณะเช่นเดียวกับการแจกไพ่ แต่ว่าการเรียกไพ่จะมีเงื่อนไขคือ ไพ่ 2 ใบแรกจะต้องรวมกันแล้วไม่ถึง 21 แต้ม และหลังเรียกไพ่ หากรวมแต้มแล้วเกิน 21 แต้มก็จะถือว่าแพ้ทันที ในเกม ไพ่แบล็คแจ็ค ออนไลน์ นี้เจ้ามือสามารถเรียกไพ่ให้ถึง 17 แต้มเป็นอย่างต่ำได้ ถ้าผู้เล่นได้น้อยกว่า 17 แต้มจะถือว่าแพ้เจ้ามือ แต่ถ้าเกิดว่าเจ้ามือเปิดไพ่มาแล้วไม่ถึง 21 แต้ม การเล่นก็ยังดำเนินต่อไปก็จะยังเล่นกันต่อไป ในกรณีที่แต้มระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือเสมอกัน ผู้เล่นยังสามารถขอรับเงินเดิมพันกลับไปได้อีกด้วย วางเดิมพันแบบไหนดี เกม แบล็คแจ็ค (Blackjack) มีวิธีการวางเดิมพันที่หลากหลายรูปแบบและมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ดังนี้ การวางเดิมพัน Perfect Pair เป็นการวางเดิมพันที่จะทำให้ชนะโดยการใช้ไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น สำหรับไพ่ที่ได้รับนั้นจะต้องเป็นไพ่คู่ เช่น 2-2 , 3-3 , 4-4 , Q-Q เป็นต้น  ไพ่คู่เหมือนที่จะต้องมีดอกเดียวกันทั้ง 2 ใบ เช่น A โพแดงสองใบ เป็นต้น  ไพ่คู่สีที่จะต้องมีสีเหมือนกันทั้งสองใบแต่มีคนละดอกได้   ไพ่คู่ผสมที่มีดอกและสีต่างกัน แต่มีตัวเลขหน้าไพ่เท่ากัน เช่น 10 โพแดงกับ 10 โพดำ  การวางเดิมพัน 21+3 หมายถึง ไพ่ที่ได้รับอาจจะเกิดการตองเหมือน , สเตรทฟลัช , ตอง , สเตรท , ฟลัช หากเกิดขึ้นแล้วชนะจะได้รางวัลที่มีอัตราจ่ายสูงมาก มีรายละเอียดดังนี้   ตองเหมือน หมายถึง การมีไพ่สามใบเหมือนกันในมือ มีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 100 : 1  สเตรทฟลัช หมายถึง การที่ไพ่เรียงกันตามลำดับและมีไพ่ดอกเดียวกัน อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 40 : 1  ตอง หมายถึง การมีไพ่สามใบเหมือนกัน แต่มีสีและดอกต่างกันได้ อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 30 : 1 สเตรท หมายถึง การที่ไพ่เรียงกันตามลำดับ แต่มีสีและดอกแตกต่างกันได้ อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 10 : 1  ฟลัช หมายถึง การมีไพ่ในมือที่มีดอกเดียวกันทั้งสามใบ มีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 5 : 1  การวางเดิมพัน Bet Behind หมายถึง การวางเดิมพันตามนักพนัน แบล็คแจ็ค คนอื่น ๆ โดยใช้การอ้างอิงการชนะจากไพ่ของนักพนันคนอื่นได้ แต่นักพนันจะต้องเป็นคนกำหนดเดิมพันเอง ที่สำคัญ ไม่สามารถบอกให้นักพนันคนอื่น ๆ เรียกหรือจั่วไพ่เพิ่มได้ หรือแม้แต่การหยุดเรียกไพ่ด้วยเช่นกัน สรุปก็คือ หากเลือกที่จะวางเดิมพันแบบ Bet Behind กับใครแล้วก็ตาม นักพนันจะไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้นอกเหนือจากการวางเดิมพันเท่านั้นเอง มือใหม่ต้องระวังอะไรในเกมแบล็คแจ็ค (Blackjack) อย่าลืมว่าการเล่นมีกติกาและรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจ หากยังไม่เข้าใจว่าศัพท์ที่ใช้หมายถึงอะไร หรือไม่รู้ขั้นตอนการเล่น blackjack จะต้องศึกษาให้ดี เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงจะไดรับมือกับแต้มที่อยู่ในมือ อย่ารีบร้อนที่จะไปให้ถึง 21 แต้มด้วยการเรียกไพ่เพิ่มบ่อย ๆ แต่ควรระวังว่าเมื่อแต้มไต่ถึง 17 แล้วต้องดูท่าทีให้ดี หากไม่เข้าใจการเล่นเกมนี้มีโอกาสแพ้ได้ในที่สุด หากเรียกไพ่เพิ่มและเกิน 21 แต้มเมื่อไหร่เกมจบทันที ระวังเรื่องการตัดสินใจ รอบคอบและมีสติทุกครั้งที่เล่นเกมนี้ เพราะมีผลโดยตรงกับการเล่น เมื่อไหร่ที่แต้ม 15 หรือ 16 อันถือว่าเป็นแต้มล่อแหลม นักพนันต้องคิดให้ดี ดูความเป็นไปได้จากการดูหน้าไพ่ของเจ้ามือ บวกกับประสบการณ์ หากยังเพิ่งเริ่มเล่น แนะนำให้นิ่งไว้ อย่าจั่วเพิ่มเด็ดขาด เพื่อที่จะได้รู้ทางว่าควรสู้ต่อแบบไหนถึงจะไม่พลาด  

แบล็คแจ็ค ออนไลน์เกมไพ่ที่ได้รับความสนใจและความนิยม

แบล็คแจ็ค เป็นอีกหนึ่งเกมไพ่ที่ได้รับความสนใจและความนิยมกันเป็นอันดับต้น ๆ รองมาจากคาบาร่า เพราะว่าเป็นเกมไพ่ที่เล่นง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่มีสูตรตายตัว แต่ก็สามารถนำสูตรไพ่ต่าง ๆ มาใช้ได้อยู่ตลอด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเริ่มเล่นแบล็คแจ็คที่ทางฝั่งยุโรป ในประเทศสเปนและประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ ค.ศ. 1700 ช่วงกลาง ๆ แต่ ณ ตอนนั้นทางฝั่งยุโรปจะเรียกชื่อเกมนี้ว่า ไวนท์อัน ที่แปลว่า 21 ซึ่งจะเป็นชื่อที่ตรงตัวกับกติกาของเกม  การเดิมพันแบบนี้ จะนิยมเล่นเพียงกลุ่มคนไม่กี่คนเท่านั้น และก็ได้เริ่มเผยแพร่เกมพนันนี้ไปทั่วโลก จนตอนนี้ทุกคนในโลกก็รู้จักเกมนี้กันหมด ถึงแม้ว่าเกม ไพ่แบล็คแจ็ค ออนไลน์ นี้จะเคยถูกเก็บเป็นความลับ แต่สุดท้ายแล้วก็ได้รับการยอมรับให้เข้ามาเป็นหนึ่งในการสร้างความบันเทิงของหลาย ๆ คาสิโน ทั้งภาคพื้นดิน และ ระบบออนไลน์ ทั้งนี้ยังมีการสร้างให้เป็นโปรแกรมสำหรับใช้งานแข่งกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย  กติกาและวิธีการเล่น แบล็คแจ็ค ออนไลน์ กติกาการเล่นแบล็คแจ๊ค คือ จะต้องทำให้ผลรวมของไพ่นั้นใกล้เคียง 21 แต้มที่สุดและแต้มจะต้องมากกว่าแต้มไพ่ของดีลเลอร์ และต้องไม่เกิน 21 แต้ม ใน เกมไพ่ สามารถเป็นได้ทั้ง 1 หรือ 11 โดยไพ่ที่มีหน้าไพ่ J, Q, K จะเท่ากับ 10 และไพ่ตัวเลขมีจำนวนตามตัวเลข  - หากผู้เล่นได้รับไพ่ A=1 และ 10 เป็นไพ่สองใบแรก เรียกว่าไพ่ แบล็กแจ็ก ผู้เล่นจะได้รับเงิน 1.5 เท่าของเงินพนัน ตัวอย่างเช่น หากผู้เล่นวางเดิมพัน 10 เหรียญ ก็จะได้รับเงิน 25 เหรียญ  - หากแต้มรวมของไพ่ของใกล้เคียงกับ 21 มากกว่าของดีลเลอร์ ผู้เล่นจะชนะพนัน และได้รับเงิน 1.5 เท่าของเงินพนัน เช่น หากเดิมพัน 10 เหรียญ จะได้รับเงิน 20 เหรียญ  - หากแต้มรวมของผู้เล่นเกิน 21 เรียกว่า ระเบิด และผู้เล่นจะแพ้การพนัน  - หากผู้เล่นและดีลเลอร์ได้แต้มเท่ากัน (ที่มีแต้ม 17 ขึ้นไป) จะถือว่าเสมอกันและจะได้รับเงินพนันคืน การประกันความเสี่ยง หากฝั่งดีลเลอร์หงายใบแรกขึ้นมาแล้วปรากฏว่าได้ A เกมนี้ก็จะมีระบบประกันขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นสิ่งประกันความเสี่ยงถ้าหากดีลเลอร์นั้นมีแต้ม 21 หรือ แบล็คแจ็ค เงินรางวัลของการประกัน ก็จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินที่ผู้เล่นวางเดิมพันไว้ หากเปิดไพ่ขึ้นมาแล้ว เจ้ามือไม่ได้แต้ม 21 หรือ แบล็คแจ็คเกมก็จะดำเนินต่อไป กรณีเพิ่มเดิมพันเป็นสองเท่า หากดีลเลอร์เปิดไพ่สองใบแรกแล้ว และไม่ได้ ไพ่แบล็คแจ็ค ออนไลน์ ผู้เล่นจะมีโอกาสเรียกไพ่เพิ่ม และสามารถเพิ่มเงินเดิมพันเป็นสองเท่าได้ เมื่อผู้เล่นนั้นเลือกเดิมพันเป็นสองเท่า ทางดีลเลอร์ก็จะแจกไพ่ให้แค่เพียงใบเดียว แต่หากเลือกจั่วไพ่เพิ่ม ผู้เล่นก็จะสามารถเพิ่มไพ่ได้ตามที่ต้องการได้นั่นเอง การแยกไพ่ หากไพ่ในมือของผู้เล่นเปิดมาแล้วมีค่าเท่ากันใน 2 ใบแรก ตัวอย่างเช่น 2,2 4,4 A,A ผู้เล่นจะสามารถเลือกแยกไพ่ออกเป็นสองมือได้ โดยจะต้องวางเงินเดิมพันให้เท่ากับเงินเดิมพันหลักของผู้เล่น เช่น หากผู้เล่นวางเดิมพันหลัก 100 บาท ต่อมาได้ทำการแยกไพ่แล้ว ก็จะต้องวางเดิมพันขาล่ะ 100 บาทนั้นเอง  รูปแบบการวางเดิมพัน การวางเดิมพันของไพ่ แบล็คแจ็ค จะมีรูปแบบการวางเดิมพันที่ไห้ผู้เล่นนั้นสามารถเลือกที่จะทำการวางเดิมพันได้มากมาย โดยจะสามารถเลือกเดิมพันตามรูปแบบหลัก ๆ คือ 21+3, Perfect Pair หรือ Bet Behind และในแต่ละแบบนั้นมีความหมายอย่างไร เราจะมาอธิบายให้ได้เข้าใจดังนี้ 1. การวางเดิมพันแบบ Perfect Pair เป็นการวางเดิมพันที่ทำไห้ผู้เล่นมีโอกาสชนะเพียงแค่ใช้ เกมไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น โดยที่ไพ่ 2 ใบแรกจะต้องเป็นไพ่คู่เท่านั้น เช่น 2-2, 3-3, 4-4, Q-Q เป็นต้น และจะแยกออกตามนี้ - ไพ่คู่เหมือน คือ ไพ่ทั้ง 2 ใบจะต้องมีดอกเดียวกัน เช่น ไพ่ 2 ใบ จะมี A โพแดง 2 ใบ จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 25 : 1  - ไพ่คู่สี คือ ไพ่ทั้ง 2 ใบนั้นจะต้องมีสีเหมือนกัน 2 ใบ แต่สามารถเป็นใบละดอกได้ เช่น ไพ่เลข 2 โพแดงกับไพ่เลข 2 ข้าวหลามตัด จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 12 : 1  - คู่ผสม คือไพ่ที่ได้นั้นดอกและสีจะต่างกัน เช่น ไพ่เลข 10 โพแดง กับไพ่เลข 10 โพดำ จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 6 : 1  2. การวางเดิมพันแบบ 21+3 คือการที่ไพ่ในมือนั้นมีโอกาสที่จะเกิดเป็นไพ่ ตองเหมือน/สเตรทฟลัช/ตอง/สเตรท/ฟลัช และหากผู้เล่นชนะในรูปแบบดังกล่าว ผู้เล่นก็จะได้รับอัตราการจ่ายที่สูงมาก - ไพ่ตองเหมือน คือ การที่มีไพ่ 3 ใบเหมือนกัน เช่น ไพ่ A โพดำ 3 ใบ จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 100 : 1  - ไพ่สเตรทฟลัช คือ การเรียงกันตามลำดับและจะต้องมีไพ่ดอกเดียวกัน เช่น ไพ่ออกมาเรียงเป็น 10, J, Q โพแดง จะมีอัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 40 : 1  - ไพ่ตอง คือ การที่มีไพ่ 3 ใบเหมือนกัน แต่จะสามารถมีสีและดอกที่ต่างกันได้ เช่น ไพ่ดอกจิก สีดำ เลข 3, ไพ่ข้าวหลามตัด สีแดง เลข 3 และ ไพ่โพธิ์แดง เลข 3 ผู้เล่นก็จะได้รับอัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 30 : 1 - ไพ่สเตรท คือ ไพ่ในมือนั้นเรียงกันตามลำดับ แต่สามารถมีสีและดอกของไพ่นั้นแตกต่างกันได้ เช่น ไพ่เลข 2 โพแดง/ไพ่เลข 3 ดอกจิก และ ไพ่เลข 4 โพดำ จะมีอัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 10 : 1  - ไพ่ฟลัช คือ การที่มีไพ่ในมือที่เป็นดอกเดียวกันทั้ง 3 ใบ เช่น ไพ่เลข 2 โพแดง/ไพ่เลข 5 โพแดง และ ไพ่เลข 8 โพแดง จะมีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 5 : 1  3. การวางเดิมพันแบบ Bet Behind คือ การเดิมพันตามผู้เล่นคนอื่น ๆ โดยผู้เล่นจะสามารถอ้างอิงการชนะจากไพ่ของผู้เล่นคนอื่นได้ และผู้เล่นเองก็จะสามารถกำหนดเงินเดิมพันเองได้ แต่จะไม่สามารถบอกไห้เขานั้นจั่วไพ่เพิ่ม หรือหยุดเรียกไพ่เพิ่มได้ หมายความว่า หากผู้เล่นวางเดิมพันตามใครแล้วก็จะไม่มีสิทธิ์ทำอะไรนอกจากการวางเงินเดิมพันนั่นเอง กลยุทธ์ตารางไพ่แล็คแจ็ค สำหรับกลยุทธ์เกมไพ่ต่าง ๆ ที่จะนำมาดัดแปลงเพื่อใช้กับเกมนี้ สิ่งแรกในขั้นพื้นฐานก็คือผู้เล่นจะต้องรู้จักกับตารางกลยุทธ์ของ ไพ่แบล็คแจ็ค ออนไลน์ กันก่อน เพราะหากรู้จักการใช้ตารางแล้ว มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเริ่มเล่นครั้งแรกเมื่อคุณได้เรียนรู้กลยุทธ์พื้นฐาน ด้วยการเขียนข้อมูลลงตารางและวางไว้ข้างตัวขณะที่กำลังเล่นเกมอยู่ เป็นวิธีที่เหมาะสมในการจดจำตารางที่จะบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะ หยิบการ์ดใหม่ สแตนด์ หรือ ดับเบิ้ล ในช่วงระยะแรกนั้นไม่ควรที่จะวางเดิมพันด้วยเงินครั้งละมาก ๆ ผู้เล่นนั้นควรจะวางเดิมพันให้เหมาะสมกับเงินของตัวเองเพื่อที่จะสามารถเล่นได้เรื่อย ๆ นั่นเอง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า วิธีการเล่นไพ แบล็คแจ็ค ออนไลน์นั้นเล่นไม่ยาก และไม่ซับซ้อนเลย อีกทั้งอัตราการจ่ายเงินที่เรียกได้ว่าเป็นอัตราที่สูงถึง 100 เท่าเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเกมไพ่อื่น ๆ แล้ว ทุกคนคงจะเข้าใจสำหรับข้อมูลเบื้องต้นที่เรานั้นได้รวบรวมมาให้เพื่อศึกษาการเล่นก่อนที่จะลงเล่นจริง ทั้งนี้นอกจากจะต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้รวมถึงเทคนิคการเล่นแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องไม่ลืมเลยก็คือ การเล่นอย่างมีสติ การรู้จักรอเพื่อหาจังหวะ การบริหารเงินให้เป็น เพียงทำตามคำแนะนำนี้คุณจะมั่นใจได้เลยว่า จะไม่มีการเสียเงินเพิ่มเติมกับการเดิมพันอย่างแน่นอน